รัฐบาลเดินหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ลดค่าไฟ–เปิดโอกาสสร้างรายได้

Highlight, สังคม
28 ตุลาคม 2026

วันนี้ (28 ตุลาคม 2569) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (28 ตุลาคม 2569) เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวโครงการโซลาร์ภาคประชาชน พร้อมด้วยนายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

.

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ผ่านมา โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก เหลือหน่วยละ 3 บาท การนำค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา การดำเนินโครงการ Direct PPA เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม และการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้การต่อสัญญาเป็นไปตามมาตรฐาน โดยต้องทำสัญญาเป็นครั้งคราว ไม่ใช่การต่อสัญญาอัตโนมัติ

.

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านเรือน เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟฟ้า และขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้แก่การไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มเติม ให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ไม่ได้เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่

.

ทั้งนี้ ภายหลังเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประชาชนสนใจลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน มีข้อมูลบางส่วนที่อาจไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน จึงจำเป็นต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ลดความเข้าใจผิด อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยวันนี้ได้เชิญผู้รับผิดชอบโครงการมาร่วมชี้แจงรายละเอียดและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ เพื่อให้ข้อสงสัยต่าง ๆ ได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนและรวดเร็ว

.

นายพลพีร์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนงบประมาณตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ภายใต้วงเงินสนับสนุนรวม 50,000 ล้านบาท โดยให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับประชาชนครัวเรือนละ 50,000 บาท เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน ซึ่งประชาชนสามารถติดตั้งแผง Solar Rooftop ความจุ 5-10 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าจะรับคืนไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ในอัตรายูนิตละ 2.2 บาท ทั้งนี้ แผง Solar Rooftop ขนาด 5 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 500-700 ยูนิต และมีอายุใช้งาน 20-25 ปี ซึ่งขณะนี้ มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 56,000 ราย แบ่งเป็น พื้นที่บริการ กฟภ. 44,004 ราย และพื้นที่บริการ กฟน. 12,000 ราย

.

“เช่น ถ้าบ้านหลังใดมีค่าไฟฟ้าประมาณ 5,000 บาท/เดือน เพราะใช้ไฟทั้งกลางวันและกลางคืนด้วย ถ้าท่านติดแผงโซล่าเซลล์ตามโครงการฯ นี้ 5 กิโลวัตต์สามารถผลิตไฟได้ประมาณ 500 ยูนิต คูณ 4 บาท ก็สามารถประหยัดได้ 2,000 บาท/รอบบิล เมื่อคำนวณ 12 เดือนก็ตกปีละประมาณ 24,000 บาท และหากประชาชนที่อาจจะไม่ได้ใช้ไฟในช่วงกลางวันเยอะ แต่เข้าร่วมโครงการฯ ก็สามารถขายไฟที่ผลิตได้จากแผง โซลาร์เซลล์คืนให้กับการไฟฟ้า ซึ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนให้น้อยลง และสามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในการใช้จ่ายครอบครัวหรือต่อยอดทำธุรกิจต่าง ๆ ได้ด้วย”

.

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ประชาชนที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุน มี 3 ธนาคารรัฐ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่พร้อมปล่อยเงินกู้ให้ประชาชนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 2.5 เป็นเวลา 7 ปี (จากข้อมูล ธอส.) โดยปริมาณไฟฟ้าที่ขายคืนให้กับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทางการไฟฟ้าก็จะนำรายได้เหล่านี้ไปส่งให้กับธนาคารเพื่อช่วยผ่อนธนาคารให้กับพี่น้องประชาชนด้วย โดยประชาชนสามารถศึกษารายละเอียดแบบฟอร์มและลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง

.

“สำหรับผู้ให้บริการ (Vendor) ซึ่งขณะนี้การไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งได้เปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการแล้วกว่า 1,000 ราย ตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนด รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ แผง Solar และอินเวอร์เตอร์ที่มีมาตรฐาน IEC และ มอก. เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถ เลือกผู้ประกอบการด้วยตนเองโดยไม่มีการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่แต่อย่างใด และขอยืนยันว่าผู้ประกอบการทุกรายจะต้องได้รับการการันตีมาตรฐานจากการไฟฟ้าทั้ง 2 การไฟฟ้าอย่างเข้มข้น และเมื่อติดตั้งให้กับประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะมีบริการหลังการขายคือการรับประกันอุปกรณ์และการติดตั้ง”

.

นายพลพีร์ ยังได้กล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตเรื่องหนังสือค้ำประกันโดยธนาคาร (Bank Guarantee : BG) มูลค่า 50,000 บาท ซึ่งเป็นหลักประกันของผู้ประกอบการในการให้บริการประชาชนว่าสามารถติดตั้งให้กับประชาชนและมีบริการหลังการขายตามสัญญาและเงื่อนไขที่ได้รับการรับรองจากการไฟฟ้า และภายหลังจากที่การดำเนินการเสร็จสิ้นทางการไฟฟ้าก็จะคืนเงินดังกล่าวให้กับผู้ประกอบการภายใน 7 วัน ดังนั้น ขอยืนยันว่า การดำเนินการต่าง ๆ ยึดประโยชน์ของประชาชน และผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับ BG เพราะหากได้ดำเนินการติดตั้งให้กับประชาชนตลอดจนถึงบริการหลังการขายที่มีการประกันคุณภาพงานตามเงื่อนไขที่การไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งได้กำหนดแล้ว ก็จะได้รับเงินดังกล่าวคืนตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด

บทความที่เกี่ยวข้อง